Language :     TH | EN

10,169
หากย้อนเวลาได้ สาวๆ หลายคนคงอยากให้ผิวหน้าของตนอ่อนเยาว์เหมือนสมัยเด็กๆ ใบหน้ามีความยืดหยุ่น
กระชับตึง เรียบเนียน และไร้ริ้วรอย แต่วันเวลาผ่านไปความเต่งตึงกระชับของใบหน้าค่อยๆ ลดลง
ตามแรงโน้มถ่วงของโลก ผิวหน้าเริ่มหย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น บ้างก็ว่าผิวขาดคอลลาเจน
จึงพยายามหาวิธีที่จะช่วยให้ผิวหน้ามีความกระชับ บอกลาความหย่อนคล้อยที่เกิดขึ้น
แล้ววิธีแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณ..........
 
พญ.ชนิดา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม จาก Athena Clinic ชั้น 2
ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) มาเผยข้อมูลเรื่องความกระชับของผิวหน้าว่า ตั้งแต่อายุ 25 ปี
ผิวของเราเริ่มแสดงสัญญาณที่ทำให้รู้ว่าผิวเริ่มมีอายุมากขึ้น ทำให้ผิวขาดความกระชับ โดยเริ่มมีริ้วรอยตื้นๆ
เกิดขึ้นก่อน หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะพัฒนาเป็นริ้วรอยที่มีขนาดใหญ่ และลึกขึ้นจนสังเกตได้จากภายนอก
 
คำว่าผิวขาดความกระชับและผิวขาดความยืดหยุ่นมีความหมายเหมือนกัน คือ เป็นสัญญาณของอายุ
ที่เริ่มมากขึ้นโครงสร้างผิวหนังโดยเฉพาะชั้นหนังแท้เริ่มสูญเสียเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแรง ความกระชับ และความยืดหยุ่นของผิวหนัง
เมื่อโครงสร้างค้ำยันผิวไม่แข็งแรง ผิวจึงเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย และขาดความกระชับ
 
สาเหตุมีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
 
ปัจจัยภายใน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่ การไหลเวียนของโลหิต
เมื่ออายุมากขึ้นระบบไหลเวียนของโลหิตที่จะนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิวเริ่มทำงานช้าลง
กรรมพันธุ์ เชื้อชาติ และสภาพผิวของแต่ละคน มีส่วนทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย สำหรับ
ปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดดและมลภาวะ บุหรี่ การรับประทานอาหาร การไม่ใส่ใจดูแลผิว เป็นต้น
 
การดูแลผิวอย่างถูกต้องเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะสามารถช่วยป้องกัน และแก้ไขปัญหาเรื่องริ้วรอย
และการหย่อนคล้อยของผิวได้ คือ
 
  • การทำความสะอาดผิว จะช่วยกำจัดสารเคมีที่อยู่ในเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหน้า
  • การบำรุง เป็นการคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว
  • การปกป้องผิวจากแสงแดด ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB
แต่สำหรับคนที่อยากกระชับผิวหน้าแบบทางลัดด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ควรศึกษาข้อดี-ข้อเสีย
ของเครื่องแต่ละชนิด ก่อนการตัดสินใจ ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยกระชับผิวหน้าดังนี้
 
  1. การยกกระชับด้วยเลเซอร์ยกกระชับ (Tightening Laser): ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
    ช่วยให้ริ้วรอยตื้นๆ ลดลง รูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยให้ผิวหน้ากระชับและลดการหย่อนคล้อย
    ข้อดี ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น ราคาในการรักษาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น
    ข้อเสีย ผลลัพธ์คงอยู่ไม่นาน ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัดเจน
  2. การยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุเทคโนโลยีเทอร์มาจ (Thermage: Monopolar Radio Frequency):
    เป็นการรักษาโดยส่งผ่านคลื่นวิทยุและความร้อนลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวหนังชั้นลึก
    ทำให้ผิวหนังแข็งแรงและยืดหยุ่นดีขึ้น ความหย่อนคล้อยและริ้วรอยลดลง
    ข้อดี หลังทำการรักษาเพียงครั้งเดียว จะเห็นผลทันทีและเห็นผลมากขึ้นเมื่อผ่านไป 1-2 เดือน
    และผลลัพธ์คงอยู่นาน 1-2 ปี
    ข้อเสีย รู้สึกเจ็บขณะที่ทำ ราคาค่อนข้างสูง
  3. การยกกระชับด้วยเทคโนโลยีเครื่องโฟกัสอัลตราซาวน์อัลเทอรา (Ultherapy System):
    เป็นการรักษาโดยส่งผ่านพลังงานคลื่นเสียงที่มีคลื่นความถี่สูงแบบเฉพาะเจาะจง
    ลงลึกถึงชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ SMAS และชั้นคอลลาเจน
    ข้อดี พลังงานลงลึกได้มากกว่า Thermage หลังทำการรักษาเพียงครั้งเดียว
    จะเห็นผลทันทีและเห็นผลมากขึ้นเมื่อผ่านไป 1-2 เดือน และผลลัพธ์คงอยู่นาน 1-2 ปี
    ข้อเสีย รู้สึกเจ็บขณะที่ทำ ราคาค่อนข้างสูง
  4. การยกกระชับใบหน้าและลำคอด้วยการฉีดโบท็อกซ์ (Nefertiti Lifting): โบท็อกซ์จะไปยับยั้ง
    การทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงหน้าให้หย่อนคล้อย ส่งผลให้ใบหน้าดูยกกระชับอ่อนเยาว์ขึ้น
    ทำให้รูปหน้า ขอบหน้า ชัดเจนสวยงามแลดูเรียวลง
    ข้อดี เห็นผลที่ 1-2 สัปดาห์หลังฉีด ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ
    ข้อเสีย ผลการรักษาจะอยู่ได้ไม่นานนัก ประมาณ 4-6 เดือนหลังการฉีด 1 ครั้ง
  5. การยกกระชับใบหน้าด้วยการฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ (Dermal Filler): การเลือกเติมฟิลเลอร์
    ในกลุ่มไฮยาลูโรนิคเอสิดซึ่งนับว่ามีความปลอดภัยสูง สามารถช่วยเพิ่มปริมาตรของผิวให้เติมเต็ม
    ลดปัญหาร่องลึก เช่น ร่องแก้ม และร่องใต้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าแลดูมีอายุ
    ข้อดี การฉีดฟิลเลอร์ด้วยสารไฮยาลูโรนิคเอสิดเพียง 1 ครั้ง จะเห็นผลลัพธ์ได้ทันที
    และคงอยู่นานประมาณ 1 ปี โดยไม่ต้องพักฟื้น
    ข้อเสีย อาจพบรอยเข็มหรือรอยเขียวช้ำจากการฉีดได้
  6. การยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย PDO (Thread Lifting): นำมาใช้รักษาความเหี่ยวย่น
    และหย่อนคล้อยใต้ผิวหนังโดยหลังการร้อยไหม ภายใต้ผิวหนัง ไหมจะกระตุ้นการหดรัดตัว
    และกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการยกกระชับของผิวหนัง
    ข้อดี ไหมจะละลายสลายตัวหมดได้เองภายในระยะเวลา 6-8 เดือน และผลการยกกระชับ
    คงอยู่นานประมาณ 1 ปี
    ข้อเสีย อาจพบอาการเจ็บ บวม หรือช้ำบริเวณที่ทำการร้อยไหมได้
 
ทั้งนี้ก่อนที่จะเลือกเทคโนโลยีแบบใดนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม
กับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละคน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด
 
10,169
Back to Expert Articles

ปฏิบัติการกำจัดเซลลูไลท์

เซลลูไลท์ศัตรูตัวร้ายของผู้หญิง ทำลายความมั่นใจโชว์เรียวขาสวย ไม่เพียงแค่ต้นแขน ต้นขา more

เสียงเตือน....จากอาการปวดเข่า

อาการปวดที่เข่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเข่าเสื่อมเสมอไป และไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น ทั้งวัยกลางคน more

ทำอย่างไรเมื่อนอนไม่หลับ

พฤติกรรมการนอนของคุณเป็นแบบไหน เมื่อหัวถึงหมอนก็นอนหลับสบาย ถ้าแบบนี้ นับว่าคุณเป็นคนโชคดี more

ต้อหิน... ภัยเงียบที่อาจทำให้สูญเสียดวงตา

ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ ทำให้เรามองเห็นและเรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ถ้าต้องสูญเสียดวงตา more

สุดยอดผักผลไม้ช่วยล้างพิษ

ในชีวิตประจำวันของคุณเสี่ยงกับสารพิษมากน้อยแค่ไหน ควันพิษจากรถยนต์ สารกันบูดในอาหาร more

10 วิธีง่ายๆ เติมน้ำให้ผิวสวยเด้งสุขภาพดี

น้ำคือชีวิต... เพราะน้ำมีความสำคัญต่อร่างกาย ขาดอาหารอยู่ได้ แต่ขาดน้ำอยู่ไม่ได้ ผิวก็เช่นกัน more

จัดฟันเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

คนส่วนใหญ่สมัยนี้นิยมจัดฟัน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จนกลายเป็นแฟชั่นว่าการจัดฟันนั้นช่วยทำให้รูปหน้าสวยขึ้น more

เด็กยุคใหม่เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

ด้วยสภาพแวดล้อม การรับประทานอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เด็กยุคใหม่ more

Newsletter Registration

Follow Us

Contact Us

Life Center. 1 South Sathorn Rd., Tungmahamek,
Sathorn, Bangkok 10120 Thailand.
Tel. (66)2-677-7177
Email: contact@lifecenterthailand.com